ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และจีน เตรียมเปิดโต๊ะเจรจารอบใหม่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในสัปดาห์หน้า นับเป็นการประชุมระดับสูงครั้งแรกในรอบ 6 เดือน หลังความตึงเครียดทางการค้าระลอกใหม่
กระทรวงพาณิชย์ของทั้งสองประเทศยืนยันกำหนดการ โดยฝั่งสหรัฐฯ จะนำโดยรองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ส่วนฝั่งจีนจะนำโดยรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ การเจรจาคาดว่าจะใช้เวลา 2 วัน
ประเด็นที่จะหารือ
- ภาษีนำเข้าระหว่างกัน — ทบทวนรายการสินค้าที่ยังถูกเก็บภาษีสูง
- การควบคุมการส่งออกเทคโนโลยี — โดยเฉพาะชิปและอุปกรณ์ AI
- การลงทุนข้ามพรมแดน — กฎเกณฑ์การลงทุนของบริษัทเทคของแต่ละฝั่ง
- ห่วงโซ่อุปทาน — ความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งผลิตเดียว
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
นักเศรษฐศาสตร์ของ IMF ประเมินว่า หากการเจรจารอบนี้นำไปสู่การลดภาษีหรือผ่อนคลายการกีดกันทางการค้า อาจช่วยให้ GDP โลกขยายตัวเพิ่มขึ้นราว 0.3–0.5% ในอีก 12 เดือนข้างหน้า
ในทางกลับกัน หากการเจรจาล้มเหลว และมีการตอบโต้ด้วยมาตรการภาษีเพิ่มเติม ตลาดหุ้นและค่าเงินทั่วโลกอาจเผชิญความผันผวนรุนแรงในระยะสั้น
"ตลาดไม่ต้องการสงครามการค้า แต่ก็ไม่ต้องการคำสัญญาที่ไม่มีรายละเอียด ครั้งนี้ทุกฝ่ายอยากเห็นข้อตกลงที่จับต้องได้"
บทบาทของไทยและอาเซียน
ไทยและประเทศในอาเซียนถูกจับตาในฐานะ "ตัวกลาง" ของห่วงโซ่อุปทานโลก หลายบริษัทข้ามชาติย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังเวียดนาม ไทย และอินโดนีเซีย เพื่อลดความเสี่ยง
นักวิเคราะห์มองว่า หากความตึงเครียดยังคงอยู่ ภูมิภาคอาเซียนจะได้ประโยชน์จากการลงทุนใหม่ แต่หากผ่อนคลายลง บางส่วนอาจชะลอการตัดสินใจย้ายฐาน
จับตาสัญญาณบวกหลังการเจรจา
ตลาดทุนทั่วโลกจับตาแถลงการณ์ร่วมหลังการประชุม โดยเฉพาะการกำหนดกรอบเวลา (timeline) ในการลดภาษีและการตั้งช่องทางสื่อสารระดับเทคนิค การมีกรอบที่ชัดเจนจะเป็นสัญญาณบวกที่ทำให้ตลาดมีความเชื่อมั่นกลับมา
นอกจากนี้ การเจรจาครั้งนี้ยังเปิดทางสำหรับการประชุมสุดยอดระดับผู้นำในช่วงปลายปี ซึ่งอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนของความสัมพันธ์การค้าระหว่างสองมหาอำนาจ